วันศุกร์ที่ 7 มิถุนายน พ.ศ. 2556

บทบาทของผลิตภัณฑ์ธรรมชาติในการป้องกันและรักษามะเร็ง

บทบาทของผลิตภัณฑ์ธรรมชาติในการป้องกันและรักษามะเร็ง
(Role of Natural Products on Cancer Prevention and Treatment)





บทบาทของผลิตภัณฑ์ธรรมชาติในการป้องกันและรักษามะเร็ง
พิศมัย เหล่าภัทรเกษม
ภาควิชาเภสัชวิทยา คณะแพทยศาสตร์ และศูนย์วิจัยพยาธิใบไม้ตับและมะเร็งท่อน้ำดี  มหาวิทยาลัยขอนแก่น
 Role of Natural Products on Cancer Prevention and Treatment
Pisamai Luapattarakasem
Department of Pharmacology, Fauclty of Medicine ; Liver Fluke and Cholangiocarcinoma Research Center, Khon Kaen University
                 มะเร็งหรือเนื้องอกชนิดร้ายแรง คือก้อนโตผิดปกติของเนื้อเยื้อที่เกิดจากการแบ่งตัวของเซลล์นอกเหนือการควบคุมของร่างกาย และสามารถลุกลามไปยังเนื้อเยื่อข้างเคียงหรือกระจายไปยังเนื้อเยื่อและอวัยวะที่อยู่ห่างไกลออกไปได้    ทำให้เกิดความผิดปกติต่อร่างกายได้ทั้งแบบเฉพาะที่ (local effect) จากการกดเบียดของก้อนเนื้อต่ออวัยวะข้างเคียงหรือเกิดแบบทั่วร่างกาย (systemic effect) เนื่องจากการแพร่ของเซลล์มะเร็งไปยังอวัยวะนั้น ๆ
                สาเหตุการเกิดมะเร็ง   พบว่ามีปัจจัยร่วมหลากหลาย (multifactorial processes) และประกอบด้วยหลายขั้นตอน (multi-stage carcinogenesis)  ได้แก่ initiation, promotion และ progression (รูปที่ 1)1   ในขั้นตอน initiation จะเป็นการกระตุ้นให้เกิด DNA damage ที่อาจจะเกิดจากการได้รับสารก่อมะเร็ง (carcinogens) เช่น สารเคมีบางชนิด รังสี หรือ ไวรัส และร่วมกับความผิดปกติของกระบวนการซ่อมแซม DNA (DNA repair) หรือ DNA damage นั้นเกิดมากเกินความสามารถของกระบวนการซ่อมแซมของเซลล์ที่จะจัดการตามปกติได้  มีผลให้เกิดความผิดปกติของจีนเรียก initiated cells   ซึ่ง initiated cells ที่มีจีนที่ผิดปกติอยู่แบ่งตัวและแพร่กระจายต่อ ๆ ไปในขั้นตอนของ promotion และ progression      ส่งผลให้ การทำงานหรือการควบคุมการแบ่งตัวของเซลล์ผิดปกติและนำไปสู่การเกิดมะเร็งในที่สุด  รายละเอียดอ่านเพิ่มเติมจากบท “กลไกการเกิดมะเร็งท่อน้ำดีที่สัมพันธ์กับการติดพยาธิใบไม้ตับโดยผ่านทางอนุมูลอิสระ” และ “สาเหตุและกลไกการเกิดโรคมะเร็งท่อน้ำดี: ปฐมบทความสัมพันธ์กับพยาธิใบไม้ตับ”ในฉบับเดียวกันนี้


การรักษา   จากกลไกการเกิดมะเร็งที่เป็น multifactor และ multi-step processes ทำให้การป้องกันและรักษามีได้หลากหลาย (รูปที่ 2) 1, 2 เช่น การยับยั้งกระบวนการ initiation ด้วยสารในกลุ่ม blocking agents อาจทำได้โดยเพิ่มการทำงานของ detoxifying enzyme เพื่อเพิ่มการทำลายสาร carcinogens หรือยับยั้ง oxidative stress ที่ทำให้เกิด cell damage
โดยเฉพาะที่ DNA ด้วยสารที่มีฤทธิ์ antioxidant หรือscavenging activity เช่น ellagic acid, indole-3-carbinol, sulforaphane หรือ flavonoids1      ส่วนการยับยั้งกระบวนการ promotion หรือ progression มักจะเกี่ยวข้องกับการควบคุม การแบ่งตัวของเซลล์ใน cell cycle ขั้นตอนต่าง ๆ หรือกระตุ้นการตายของเซลล์ (apoptosis) ด้วยสารในกลุ่มที่เรียกว่า suppressing agents เช่น beta-carotene, curcumin, gingerol, epigallocatechin gallate หรือ resveratrol 1, 2    อย่างไรก็ตามยาต้านมะเร็งที่ใช้ในปัจจุบันก็มีข้อจำกัดเกี่ยวกับผลของการรักษาและอาการพิษของยา    ประกอบกับการตรวจพบมะเร็งมักจะเป็นระยะหลัง ๆ   ประมาณการว่าร้อยละ 70 ของผู้ป่วยมะเร็งที่ได้รับการวินิจฉัยจะมีการแพร่กระจายของเซลล์มะเร็ง (metastasis) แล้ว   ซึ่งการรักษาแบบ local treatment (เช่น การผ่าตัด หรือการฉายรังสี) จะไม่ค่อยได้ผล      การรักษาในระยะนี้จึงต้องใช้ยาต้านมะเร็ง (chemotherapy) ซึ่งจะมีผลไปฆ่าเซลล์มะเร็ง/ยับยั้งการแบ่งตัวของเซลล์มะเร็ง  จึงมักจะมีผลต่อเซลล์ปกติที่กำลังแบ่งตัวได้ด้วย เช่น เซลล์ไขกระดูก เซลล์ในทางเดินอาหาร หรือเซลล์ที่รากผม   นอกจากนี้เซลล์มะเร็งบางชนิดจะมีปัญหาการดื้อยาแม้แต่กับการรักษาแบบ combination therapy ก็จะให้ผลที่ไม่ดีนัก       ความพยายามที่จะค้นหาสารหรือยาที่ให้ผลดีในการรักษาในขณะที่อาการพิษต่ำจึงมีความจำเป็น  โดยเฉพาะการนำมาใช้ในแง่ป้องกัน/บรรเทามะเร็งในระยะแรก ๆ  (ระยะที่ I, II ซึ่งเป็นระยะที่รักษาหายได้)     จากระบาดวิทยาที่พบว่าอุบัติการณ์การเกิดมะเร็งบางชนิดจะลดลงในกลุ่มประชากรที่ได้รับสารจากธรรมชาติไม่ว่าจะเป็นพืช ผัก หรือ ผลไม้ 3,4  ทำให้มีการศึกษาถึงบทบาทของสารหรือผลิตภัณฑ์จากธรรมชาติในการป้องกันและรักษามะเร็งเพิ่มขึ้น5


บทบาทของผลิตภัณฑ์ธรรมชาติในการป้องกันและรักษามะเร็ง
                เป็นที่ทราบกันดีว่าผลิตภัณฑ์ธรรมชาติ (natural products) เป็นแหล่งของยาที่สำคัญและจากที่พบว่าสารที่ได้จากผลิตภัณฑ์ธรรมชาติจะมีหลากหลายชนิดและบางชนิดก็มีฤทธิ์กว้าง    ทำให้มีรายงานอย่างมากมายถึงการนำเอาผลิตภัณฑ์ธรรมชาติมาใช้ในการป้องกัน รักษาโรคต่าง ๆ รวมทั้งมะเร็ง (ตารางที่ 1)6   Graham และคณะ7ได้ทำการสำรวจจาก NAPRALERT database จนถึงปี 1999 พบว่ามีรายงานการใช้สมุนไพรพื้นบ้านในการรักษามะเร็งในประเทศต่าง ๆ มากมาย    และสาร/ยาจากธรรมชาติหลายชนิดที่ปัจจุบันกำลังอยู่ระหว่างการศึกษาระดับคลินิกเพื่อใช้ในการรักษามะเร็ง (ตารางที่ 2-4)6
 
ตารางที่ 1 ตัวอย่างยาที่พัฒนามาจากธรรมชาติ6


Drug

Medical use

Mechanism of action

Source

Aspirin

(Salicylate)

Analgesic, anti-inflammatory, antipyretic

Inhibition of COX

Plant

Atropine

Pupil dilator

Antagonist of ACh at muscarinic receptors at post-ganglionic parasympathetic neuroeffector sites

Plant

Codeine

Analgesic, antitussive

Opioid receptor agonist

Plant

Digoxin

For atrial fibrillation and CHF

Inhibition of the Na + /K + ATPase membrane pump

Plant

Morphine

Analgesic

Opioid receptor agonist

Plant

Pilocarpine

Glaucoma

Muscarinic receptor agonist

Plant

Quinine

Malaria prophylaxis

Inhibition of protein synthesis in the malaria parasite

Plant

Taxol

Anticancer agent

Antimitotic agent (binds to and stabilizes microtubules)

Plant

Penicillin

Antibiotic

Inhibition of synthesis of cell wall peptidoglycan

Microbe

Tetracyclin

Antibiotic

Inhibition of protein synthesis by binding to the ribosome 30S subunit

Microbe
ACh, acetylcholine; CHF, congestive heart failure; COX, cyclooxygenase.
 
ตารางที่ 2 ตัวอย่างสารต้านมะเร็งที่ได้มาจากพืช6


Compound

Cancer use

Vincristine

Leukemia, lymphoma, breast, lung, pediatric solid cancers and others

Vinblastine

Breast, lymphoma, germ-cell and renal cancer

Paclitaxel

Ovary, breast, lung, bladder, and head and

neck cancer

Docetaxel

Breast and lung cancer

Topotecan

Ovarian, lung and pediatric cancer

Irinotecan

Colorectal and lung cancer

Flavopiridol

Experimental

Acronyciline

Experimental

Bruceantin

Experimental

Thalicarpin

Experimental
 
ตารางที่ 3 ตัวอย่างสารต้านมะเร็งที่ได้มาจากเชื้อจุลินทรีย์6


Compound

Cancer use

Actinomycin

Sarcoma and germ-cell tumors

Bleomycin

Germ-cell, cervix, and head and neck cancer

Daunomycin

Leukemia

Doxorubicin

Lymphoma, breast, ovary, lung and sarcomas

Epirubicin

Breast cancer

Idarubicin

Breast cancer and leukemia

Mitomycin C

Gastric, colorectal, anal and lung cancer

Streptozocin

Gastric and endocrine tumors

Wortmannin

Experimental

Rapamicin*

Experimental

Geldanamycin

Experimental
*Rapamicin is also a potent immunosupressant.
 
ตารางที่ 4 ตัวอย่างสารต้านมะเร็งที่ได้มาจากสัตว์หรือพืชจากทะเล6


Compound

Cancer use

Mechanism of action

Citarabine

Leukemia, lymphoma

Inhibition of DNA synthesis

Bryostatin 1

Experimental

Activation of PKC

Dolastatin 10

Experimental

Inhibition of microtubules and pro-apoptotic effects

Ecteinascidin 743

Experimental

Alkylation of DNA

Aplidine

Experimental

Inhibition of cell-cycle progression

Halicondrin B

Experimental

Interaction with tubulin

Discodermolide

Experimental

Stabilization of tubulin

Cryptophycin

Experimental

Hyperphosphorylation of Bcl-2
PKC, protein kinase C.
                 ในการศึกษาหาผลิตภัณฑ์ธรรมชาติเพื่อมาป้องกัน บรรเทา รักษามะเร็งจะให้ความสนใจผลิตภัณฑ์ที่มีสารที่สามารถออกฤทธิ์ได้อย่างกว้างขวางโดยเฉพาะฤทธิ์ที่สัมพันธ์กับการเกิดมะเร็ง เช่น ฤทธิ์ antiinflammatory, antioxidant, immunomodulatory และ cytotoxic activity  ซึ่งในสามฤทธิ์แรกจะมีผลต่อการป้องกันการเกิดมะเร็งในระยะแรก (initiation phase)   ส่วนฤทธิ์ cytotoxicity จะมีผลต่อระยะ promotion และ progression ซึ่งจะมีฤทธิ์ในการรักษา         พบว่าสารจากธรรมชาติหลายกลุ่มที่มีฤทธิ์ดังกล่าว เช่น phenolic compounds, alkaloids, terperoids, carotenoids เป็นต้น  กลไกการออกฤทธิ์ในระดับโมเลกุลอ่านเพิ่มเติมในบท “เคมีป้องกันมะเร็ง :กลไกการป้องกันของยาและสารจากธรรมชาติ” ในฉบับเดียวกันนี้  ในที่นี้จะขอกล่าวถึงหลักการและตัวอย่างสารจากธรรมชาติของสารกลุ่มดังกล่าวที่มีรายงานว่ามีศักยภาพในการป้องกัน/รักษามะเร็งเพื่อเป็นแนวทางในการนำมาศึกษาหายา/สารที่มีผลต่อมะเร็ง ต่อไป
1. Phenolic compounds
Phenolic compounds คือสารที่สูตรโครงสร้างมี OH group บน aromatic ring ตั้งแต่ 1 กลุ่มขึ้นไป สารในกลุ่มนี้จึงมีคุณสมบัติที่จะละลายน้ำได้ดี พบได้ในพืช ผักและ ผลไม้ทั่วไป อาจแบ่งออกได้เป็น 3 กลุ่มใหญ่ๆ คือ
(1) Simple phenols/phenolic acid และอนุพันธ์เช่น gallic acid, ellagic acid, tannic acid, vanillin, catechol, resorcinol และ salicylic acid เป็นต้น     สารกลุ่มนี้พบได้ในผลไม้หลายชนิด เช่น raspberry, blackberry   
(2) Phenylpropanoids ได้แก่ phenolic compound ที่ aromatic ring มี three-carbon side chain เกาะอยู่  แยกย่อยออกได้หลายกลุ่มได้แก่ hydroxycinnamic acids (ferulic acid, caffeic acid หรือ coumaric acid), coumarins (umbelliferone, scopoletin, aesculetin หรือ psoralen), lignans (pinoresinol, eugenol หรือ myristicin) พบได้ใน แอปเปิล แพร์ และ กาแฟ
(3) Flavonoids เป็นกลุ่มสำคัญของ phenolic compounds จะได้แก่สารที่มีสูตรโครงสร้างเป็น C6-C3-C6 แยกย่อยออกได้เป็นหลายกลุ่มได้แก่ catechins, proanthocyanins, anthocyanidins, flavones, flavonols, flavonones และ isoflavones   จากการที่พบ flavonoids ได้อย่างกว้างขวางทั้งพืช ผัก ผลไม้รวมทั้งเครื่องดื่มที่เตรียมมาจากพืช เช่น ชา (ตารางที่ 5)8 ซึ่งพบว่าในใบชาจะมี catechins อยู่ถึง 30% ของน้ำหนักแห้งและเชื่อว่าเป็นสารสำคัญในการออกฤทธิ์เป็น antioxidant และ chemoprevention    Anthocyanins เป็นสารที่มีสีในพืช    ส่วนกลุ่ม flavones, flavonols และ isoflavones  ก็จะพบได้ทั่วไปและเชื่อว่าเป็นสารที่มีประโยชน์ต่อร่างกาย8-10
ตารางที่ 5. flavonoids ชนิดต่าง ๆ และแหล่งที่มาจากธรรมชาติ 8


Class

Typical sources

Representative (aglycone)

Flavonols

Tea, onions, red wine, fruit

Quercetin

Flavones

Vegetables, citrus fruits

Apigenin

Flavanones

Citrus fruit

Hesperitin

Anthocyanidins

Berries, colored fruit

Cyanidin

Catechins

Tea, wine

Epigallocatechin

Isoflavonoids

Legumes

Genistein
       
                มีรายงานถึงฤทธิ์ชีวภาพของ phenolic compounds อย่างมากมายรวมทั้งฤทธิ์ต้านมะเร็ง8 เชื่อว่าฤทธิ์ต้านมะเร็งของสารในกลุ่มนี้จะเกิดจาก multifunctional activities (ดังตัวอย่างของ resveratrol ใน รูปที่ 3)11 ซึ่งทราบกันดีว่ากลไกต่างๆเหล่านี้มีส่วนในกระบวนการก่อมะเร็ง และจะขอกล่าวถึงกลไกของสารในกลุ่มต่าง ๆ โดยคร่าวๆดังนี้
 

 

Brochure ผลิตภัณฑ์ธรรมชาติ




วันศุกร์ที่ 24 พฤษภาคม พ.ศ. 2556

The Best Natural Products of Ban Nang Ruth, Thailand


Ban Nang Ruth  Co.,ltd.      78/145 Soi Prayasurent 19 Prayasurent road ,Bangchan ,Klongsamwa  Bangkok 10510  Thailand. Tel.  0-2955-4047, Fax.  0-2919-1882

วันเสาร์ที่ 20 เมษายน พ.ศ. 2556

ความมหัศจรรย์ของสบู่สมุนไพร (The miracle of Herbs soap)


ความมหัศจรรย์ของสบู่สมุนไพร (The miracle of Herbs soap)

ABSTRACT

        Soap is a kind of body cosmetics. Traditionally, soap was made from glycerin and
natural moisturizers but now various substances from fresh botanical, natural herbs and
minerals are added to the bars in order to meet the customers’ aesthetically pleasing needs
such as beautiful colors, elegant fragrances, and medicinal properties. Regarding to commercial
soap production, various chemical substances, synthetic colorants and fragrances, are used
in both the bars and the packages. The packages, in particular, may contain toxic, dangerous
contaminates and are mostly more expensive. At present, natural herbs are used in soap
making process as wholesome ingredients instead of synthetic chemical substances. Herbs
are natural drugs with important medicinal properties. They can provide many colors and
fragrances, low-cost, easy to find, no toxin and no dangerous contaminates. According to the
various properties of herbs, herbal soaps then have been proved that they can provide fresh,
clean and therapeutic and amazing qualities reflecting valuable Thai wisdoms.

 

                                                    บทคัดย่อ

        สบู่ เป็นเครื่องสำอางชนิดหนึ่งที่ใช้ในการทำความสะอาดร่างกาย เดิมใช้เพื่อทำความสะอาด
ร่างกายเท่านั้น ปัจจุบันกระบวนการผลิตสบู่มีการเพิ่มส่วนผสมอื่นๆ เพื่อให้สบู่มีสรรพคุณตรงตาม
ความต้องการของผู้บริโภคมากขึ้น เช่นมีสีสรรที่สวยงามน่าใช้ มีกลิ่นหอม และมีสรรพคุณทางยา
ในทางการค้ามีการใช้สารสังเคราะห์เพิ่มขึ้นทำให้ผลิตภัณฑ์น่าใช้ บรรจุภัณฑ์สวยงามแต่แฝงไปด้วย
สารเคมีที่เป็นอันตราย มีพิษตกค้างและราคาสูง ปัจจุบันนิยมใช้พืชสมุนไพรที่มีอยู่ในธรรมชาติ
มาเป็นส่วนผสมเพิ่มเติม ในสบู่แทนการใช้สารเคมีสังเคราะห์ พืชสมุนไพรที่ใช้มีสารสำคัญและ
มีสรรพคุณทางยา เช่น มีน้ำมันหอมระเหยที่มีกลิ่นเฉพาะใช้ในการบำบัดโรค มีสีสรรสวยงาม หาง่าย
ราคาถูก ประหยัด ปลอดภัย ไร้สารสังเคราะห์ และไม่มีพิษตกค้าง ทำให้สบู่สมุนไพรที่ผลิตขึ้นจาก
ผลิตภัณฑ์ธรรมชาติมีคุณลักษณะเฉพาะที่หลากหลาย จึงเป็นบทพิสูจน์ให้เห็นถึงความมหัศจรรย์ของ
สบู่สมุนไพรที่มีคุณค่ายิ่งของภูมิปัญญาไทย

วารสารมหาวิทยาลัยราชภัฏยะลา 163  Vol.1 No.2 July - December 2006
โดย นงเยาว์ เทพยา คณะวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี มหาวิทยาลัยราชภัฏนครศรีธรรมราช

วันอังคารที่ 5 มีนาคม พ.ศ. 2556

สบู่เอนไซม์ Grace (Organic Enzyme Soap)


     สบู่เอนไซม์ Grace (Organic Enzyme Soap)
 

          การใช้สบู่เอนไซม์เป็นประจำ รักษาสิว ริ้วรอยและจุดด่างดำ ที่เกิดจากสิว จะค่อยๆเลือนจาง หายไป  รูขุมขนจะกระชับผิวจะเรียบเนียนโดยการสร้างเซลล์เนื้อใหม่ขึ้นมาทดแทนบำรุงผิวจากน้ำผึ้ง และฟื้นฟูเซลล์ที่ดำคล้ำให้ดูกระจ่างใสจากมะขามป้อม ลดความหยาบกร้านของผิวทำให้ผิวพรรณ อ่อนนุ่ม สดใส

บรรจุ 120 g  ราคา 120.- บาท    

ผลิตภัณฑ์ ของ Sara & Ruth จากธรรมชาติ


ผลิตภัณฑ์ ของ Sara & Ruth  จากธรรมชาติ
1.              สบู่เหลวน้ำแร่ Sara (Mineral Liquid soap)



 สรรพคุณ     น้ำแร่จะช่วยชำระผิวกายให้สะอาด โดยการขยายรูขุมขน ส่วนลึกกระตุ้นผิวหนัง ให้สดชื่อ ขจัดสิวฝ้า ถ้าอาบบ่อยๆ ผิวพรรณจะมีสุขภาพดีขึ้นเรื่อยๆ ซึ่งคุณสมบัตินี้ดูจะเป็นสิ่งสำคัญและมีค่าสำหรับผู้หญิงเราอย่างมาก นอกจากนี้ยังมีประโยชน์กับเส้นผม รากผม หนังศรีษะ                                                           
           บรรจุ 200 ml.  ราคา 199.- บาท


2.              สบู่ก้อนน้ำผึ้ง Ruth Honey soap.

  สรรพคุณ      น้ำผึ้งเป็นสาร  Humectant น้ำผึ้งเป็นสารให้ความชุ่มชื้นตามธรรมชาติ คือสามารถดึงและเก็บความชื้นไว้ได้ ทำให้ผิวหนังมีความอ่อนนุ่มและยืดหยุ่น Antioxidant น้ำผึ้งมีคุณสมบัติเป็นสารแอนตี้ออกซิแดนต์ สารแอนตี้ออกซิแดนต์มีบทบาทในการปกป้องผิวหนังจากการทำลายของแสง UV และช่วยในการเสริมสร้างเซลส์ผิวหนังใหม่  มะขามเปียก มีสรรพคุณเป็นกรด มี AHA ในปริมาณที่สามารถใช้ขัดผิวหน้า ผิวตัว หรือแม้กระทั่งจุดแห้งกร้าน ให้เนียนนุ่ม และดูขาวใสขึ้ นได้ มะขามเปียกอุดมด้วยกรดอินทรีย์ อาทิ กรดซิตริค (Citric Acid) กรดทาร์ทาริค(Tartaric Acid) หรือกรดมาลิค(Malic Acid) เป็นต้น มีคุณสมบัติชำระล้างความสกปรกรูขุมขน คราบไขมันบนผิวหนังได้ดีมาก
             บรรจุ 120 g  ราคา 120.- บาท    

3.            สบู่เอนไซม์ Grace (Organic Enzyme Soap)



สรรพคุณ  รักษาสิว ริ้วรอยและจุดด่างดำ ที่เกิดจากสิว จะค่อยๆเลือนจาง หายไป รูขุมขนจะกระชับผิวจะเรียบเนียนโดยการสร้างเซลล์เนื้อใหม่ขึ้นมาทดแทนบำรุงผิวจากน้ำผึ้ง และฟื้นฟูเซลล์ที่ดำคล้ำให้ดูกระจ่างใสจากมะขามป้อม ลดความหยาบกร้านของผิวทำให้ผิวพรรณ อ่อนนุ่ม สดใส           
              บรรจุ 120 g  ราคา 120.- บาท    

4.             สบู่สมุนไพรกาแฟ Grace  (Herb Coffee Soap)



 สรรพคุณ  บำรุงผิว คุณสมบัติของกาแฟ ช่วยดูดซับของเสียภายในผิวให้ดียิ่งขึ้นกากกาแฟสามารถนำไปขัดผิวได้ คาเฟอีนกาแฟช่วยรักษาและถนอมผิว เพราะมีสารต่อต้านอนุมูลอิสระ ทำหน้าที่เสมือนเป็นตัวขจัดพิษให้กับผิวชั้นนอก และกระตุ้นการทำงานของเซลล์ผิวชั้นใน ปรับสภาพความดันโลหิตและกระตุ้นการเผาพลาญไขมันใต้ชั้นผิว ทำให้ผิวดูเปล่งปลั่งและกากกาแฟนี้ไม่รุนแรงต่อผิวเหมือน สครับที่เป็นเกลือ ระหว่างที่อาบน้ำใช้สบู่ถูตัว ซึ่งเป็นการนวดด้วยกากกาแฟทุกวัน หรือประมาณ 2-3 ครั้งต่อสัปดาห์ ตรงบริเวณที่มีเซลลูไลท์สะสมมากๆ กากกาแฟจะช่วยให้ผิวเปลือกส้มค่อยๆ จางหายไปและ ดูดซับกลิ่นตัวได้

ขนาด  120 กรัม ราคา 120.- บาท    

5.                สบู่สมุนไพรเปลือกมังคุต Ruth ( Herb Mangos teen soap)


                    เปลือกมังคุดมีสรรพาคุณทางยามากมาย โดยในเปลือกมังคุดนั้น มีสารแซนโทน (Xanthone) ในการต้านอนุมูลอิสระ (antioxidants)  มีสารแทนนิน (Tannin) ช่วยให้แผลหายเร็วขึ้น ลดการอักเสบ ต่อต้านแบคทีเรีย รักษาอาการท้องเสีย ยับยั้งเชื้อรา ช่วยลดสิวอักเสบ สิวเสี้ยนช่วยกระชับรูขุมขน ปรับสภาพผิวให้กระชับ เนียนฟื้นฟูเซลล์ที่เสื่อมสภาพ ลดการเกิดปัญหาสิวทุกประเภท ซึ่งสรรพคุณเหล่านี้ เป็นคุณสมบัติที่เหมาะแก่การนำมาใช้ เป็นวัตถุดิบในการผลิตเครื่องสำอางและยังเป็นสมุนไพรที่คนโบราณใช้เป็นยาสามัญประจำบ้าน รักษาโรคเชื้อรา แผลสด แผลเปื่อย
            ขนาด  120 กรัม ราคา 120.- บาท    

6.              แชมพูดอกอัญชัน  Natural Herbal shampoo Butterfly Pea flower



       ชะลอผมหงอกก่อนวัย ให้เส้นผมดกดำเป็นเงางาม ให้เส้นผมและรากผมแข็งแรง สุขภาพดี แชมพูบำรุงเส้นผมที่อุดมด้วยสารสกัดจากดอกอัญชันเข้มข้น และสารอาหารที่ช่วยบำรุงเส้นผมอีกนานาชนิดจากน้ำแร่ ช่วยฟื้นฟูสภาพผมที่หงอกก่อนวัย เมื่อใช้เป็นประจำจะทำให้เส้นผมดกดำเป็นธรรมชาติ เงางาม มีประกาย ผมของคุณมีสุขภาพดีจัดทรงง่าย นิ่มสลวย   พร้อมกลิ่นหอม ๆ จากดอกอัญชัน จะช่วยให้คุณผ่อนคลายขณะใช้ ท่านจะเห็นผลได้อย่างชัดเจน
             บรรจุ 200 ml.  ราคา 129.- บาท

7.             น้ำยาซักผ้า  Natural detergent.



     น้ำยาซักผ้าที่ผลิตจากวัตถุดิบจากเกษตรกรเป็นมิตรกับธรรมชาติรักษาเนื้อผ้าไม่ต้องใช้น้ำยาปรับผ้บผ้านุ่ม                                                                                                                                            

บรรจุ 1000 ml.  ราคา 199.- บาท

8.              น้ำยาล้างจาน  ( Natural dishwashing liquid )

 
               น้ำยาล้างจานที่ผลิตจากวัตถุดิบจากธรรมชาติรักษาสิ่งแวดล้อม            

   บรรจุ 1000 ml.  ราคา 129.- บาท

เรื่องราวที่สำคัญระดับโลกและควรแชร์มากที่สุดในโลก!!!


 
เรื่องราวที่สำคัญระดับโลกและควรแชร์มากที่สุดในโลก!!!
================================
เรื่องราวต่อไปนี้นับได้ว่าเป็นความสำคัญระดับโลก
ซึ่งผมWellness 2012ได้พยายามเผยแพร่แนวคิดและความรู้ด้านนี้มาตั้งแต่ 20 สิงหาคม 2012เป็นต้นมา
แนวคิดและความรู้ด้านนี้เป็นการพลิกโต๊ะ…..ล้มกระดาน….ล้มคว่ำอวิชชา ..ความหลงเชื่ออย่างผิดๆตลอดมากว่า60ปี
 แน่นอนว่าต้องฝืนกระแส ฝ่าแรงเสียดทานอีกมากกว่าที่คนจะเปิดสมองเปิดใจรับอย่างดุษฎี
 แน่นอนว่าคุณมีสิทธิ์จะเชื่อหรือไม่เชื่อ….แต่ก็ต้องยอมรับด้วยว่าหากคุณไม่เชื่อ….คุณต้องกล้าเผชิญความเสี่ยงโดยเอาชีวิตและสุขภาพของคุณเองเป็นเดิมพัน….ถูกคืออะไร ผิดคืออะไร  ไม่มีใครสามารถเป็นตัวประกันแทนตัวคุณเองได้

            และในวันนี้ก็จะมีหมอผู้มีประสบการณ์ตรงออกมาเป็นพยานและแนวร่วมอีกท่านหนึ่งนอกเหนือจาก นายแพทย์ Stephen Sinatra , Julian Whitaker , Mark Hyman , Mehmet Oz ฯลฯ ที่ได้เป็นเถวหน้าออกมาช่วยกันเผยแพร่ความเป็นจริงที่สั่นสะเทือนวงการแพทย์กระแสหลักMain stream Medicine จนล้มคว่ำความหลงผิด หลงเชื่ออย่างผิดๆตลอดมากว่า60ปี
           นายแพทย์ Dr. Dwight Lundell อดีตเป็นหัวหน้าทีมแพทย์ผ่าตัดที่ Banner Heart Hospital , Mesa , AZ.สหรัฐอเมริกา เป็นศัลยแพทย์ผู้เชี่ยวชาญการผ่าตัดหัวใจและหลอดเลือด มากว่า25ปี เคยผ่าตัดหัวใจมามากกว่า 5,000ราย ผ่าตัดหลอดเลือดเลี่ยงหัวใจมาหลายหมื่นเส้น ประสบการณ์ขนาดนี้เราคงไม่ปฏิเสธว่าท่านมีประสบการณ์ตรงไม่ใช่นักวิจัย นักวิชาการในหอคอยงาช้างเป็นแน่

แต่ในวันนี้ผม (Dr. Dwight Lundell)ขอแสดงความเสียใจเป็นอย่างยิ่ง และขออภัยอย่างที่สุดเพื่อออกมาสารภาพผิดกับท่านทั้งหลายว่า ความเชื่อของผมและเหล่าบรรดาแพทย์ร่วมทีมของผมเกี่ยวกับสาเหตูตลอดจนการจัดการการรักษาโรคหัวใจที่กระทำตลอดมานั้นไม่ถูกต้อง วันนี้ผมจำเป็นต้องออกมาแก้ไขสิ่งที่ผิดพลาดให้ถูกต้องเสียที ผมต้องยอมรับว่ากระบวนการเรียนการสอน งานวิจัย สัมมนาวิชาการ วิทยานิพนธ์สารพัดที่ผมได้ใช้เป็นแนวทางการวินิจฉัยสาเหตูโรคหัวใจและหลอดเลือด และการรักษาที่ผ่านๆมานั้นไม่ถูกต้อง !!!!!
ครับเป็นเวลากว่า60ปีที่วงการแพทย์ต่างหลงเชื่อว่าสาเหตูการเกิดโรคหัวใจและหลอดเลือดนั้นเกิดจาก คลอเลสโตรอลและไขมันอิ่มตัว ดังนั้นหมอโรคหัวใจอย่างพวกผมจึงเพ่งเล็งการรักษาไปที่การทานยาลดคลอเลสโตรอลร่วมกับลดหรืองดการบริโภคไขมันอิ่มตัว แต่จากหลักฐานที่ปรากฏชัดมากขึ้นไมกี่ปีที่ผ่านมาได้พิสูจน์แล้วว่าความเชื่อข้างต้นไม่เป็นวิทยาศาสตร์ ไม่เป็นความจริง และไม่ควรเชื่ออีกต่อไป

 ชัดเจนมากว่าการอักเสบภายในผนังหลอดเลือดต่างหากที่เป็นตัวการที่แท้จริงทำให้หลอดเลือดตีบตัน โรคหัวใจ โรคร้ายแรงเรื้อรังอีกสารพัด
        เอาล่ะตอนนี้ผมจะขมวดสาระสำคัญที่นายแพทย์ Dr. Dwight Lundellได้เรียบเรียงไว้ให้เข้าใจ จดจำเป็นกรอบความคิด เพื่อจะได้เผยแพร่ต่อๆกันไปได้ง่ายขึ้น
1. จากการที่วงการแพทย์มีความเชื่ออย่างผิดๆดังกล่าว มีผลให้วงการโภชนาการตลอดระยะ60ปีที่ผ่านมาเดินผิดทางไปหมด อุตสาหกรรมอาหารและโภชนาการที่เดินผิดทางได้สร้างประชากรโลกที่เต็มไปด้วยโรคอ้วน เบาหวาน และโรคเซลล์เสื่อมอีกสารพัดโรค สร้างความสูญเสียชีวิตและทรัพย์สินเศรษฐกิจอย่างไม่สามารถประเมินได้ทีเดียว นับเป็นเรื่องน่าเศร้าของมนุษยชาติ
2. ทั้งๆที่มีประชากร(โดยเฉพาะในสหรัฐอเมริกา)ประมาณ 25%ที่ทานยาลดไขมันกลุ่ม statin ราคาแพงๆ และมีสารพัดอาหารLow fat , Fat free มีการลดการบริโภคไขมันอิ่มตัวกันอย่างมากมาย แต่ผลลัพธ์กลับเป็นว่า มีประชากรเสียชีวิตอันเนื่องจากโรคหัวใจภายในรอบเวลา60ปีนี้มากที่สุดในประวัติศาสตร์ ข้อมูลของสมาคมโรคหัวใจแห่งอเมริการายงานว่า มีผู้ป่วยโรคหัวใจกว่า 75 ล้านคน มีผู้ป่วยเบาหวานกว่า20 ล้านคน มีผู้ป่วยใกล้จะเป็นเบาหวาน (pre-diabetes)กว่า57 ล้านคน ในขณะที่มีแนวโน้มมากขึ้นเรื่อยๆว่า อายุเฉลี่ยของผู้ที่เริ่มป่วยด้วยโรคเหล่านี้ล้วนมีอายูน้อยลงๆ(เป็นโรคกันตั้งแต่เด็ก ) มีคำถามตัวโตๆว่าทำไม??
3. คำตอบที่ง่ายๆสั้นๆที่สุดก็คือ หากไม่มีการอักเสบในร่างกาย ก็ไม่มีทางที่คลอเลสโตรอลจะจับเป็นตะกรันอุดตันในหลอดเลือดได้ หากไม่มีการอักเสบคลอเลสโตรอลก็จะไหลลื่นไปตามหลอดเลือดได้อย่างเสรี การอักเสบนี่แหละที่ทำให้คลอเลสโตรอลต้องกลายพันธุ์เป็นตะกรันจับยึดติดภายในหลอดเลือด !!!
 4. การอักเสบไม่ใช่เรื่องซับซ้อนอะไร มันคือขบวนการปกติของร่างกายเพื่อต่อสู้รับมือกับสิ่งแปลกปลอมที่รุกรานเข้ามาในร่างกาย เช่นเชื้อโรค ไวรัส พิษต่างๆ แต่เมื่อใดก็ตามขบวนการอักเสบควบคุมผู้รุกรานไม่ได้โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ผู้รุกรานที่เกิดจากพิษ ร้ายในอาหารการกินที่เซลล์ของร่างกายไม่คุ้นเคย กำจัดไม่ได้ จนกลายเป็นการอักเสบเรื้อรัง(ซ้ำแล้วซ้ำเล่า) การอักเสบเรื้อรังนี่แหละคืออันตรายอย่างแท้จริง
5. พิษร้ายในอาหารการกินที่ก่อให้เกิดการอักเสบเรื้อรังมากที่สุดก็คือ ไขมันไม่อิ่มตัวเชิงซ้อน(polyunsaturated fats)ทีอยู่ในน้ำมันพืชผ่านกรรมวิธีเช่นน้ำมันถั่วเหลือง น้ำมันข้าวโพด น้ำมันดอกทานตะวัน ฯลฯ และน้ำตาลสูงๆในแป้งขัดขาวและอาหารคาร์โบไฮเดรตทั้งหลายนั่นเอง ต้องยอมรับว่าอุตสาหกรรมอาหารเครื่องดื่ม ขนม ได้นำน้ำมันพืชและน้ำตาลไปปรุง เจือปน เป็นส่วนประกอบกันอย่างมโหฬาร ตลอดเวลา60ปีที่ผ่านมา
6. ท่านอาจไม่เคยเห็นสภาพผนังหลอดเลือดที่อักเสบเหมือนที่ผมเห็นและทำการผ่าตัดมาหลายหมื่นเส้นตลอด25ปีที่ผ่านมา แต่ผมพอจะเทียบเคียงง่ายๆโดยให้ท่านหาแปรงสีฟันขนแข็งๆอันหนึ่งแล้วก็ถูไปมาบนผิวนุ่มๆบริเวณท้องแขน ถูไปมาจนค่อยๆแดง เลือดซิบๆ นั่นแหละสภาพผนังหลอดเลือดที่อักเสบก็คล้ายกันคือ ช้ำๆ เลือดซิบๆ นานๆเข้า หากยังคงอัเสบต่อเนื่องเลือดก็จะมาคั่งมากขึ้นจนบวม จนเลือดอาจทะลักมาตามแผลที่แตก
7. ผนังหลอดเลือดที่อักเสบนั้นไม่ได้ถูกแปรงใดๆไปขัดถู แต่เนื่องจากร่างกายเรามีระบบควบคุมระดับน้ำตาลให้อยู่ภายในระดับที่คงที่ ไม่เกินโควตา( ในเลือดของคนปกติไม่เป็นเบาหวานจะมีน้ำตาลลอยปนในกระแสเลือดไม่เกิน6-7 กรัมแล้วแต่ขนาดตัวและปริมาณเลือดในร่างกาย ) ทันที่ที่เราทานอาหารที่อุดมด้วยน้ำตาลปริมาณที่มากเกินโควต้า ฮอร์โมนอินซูลินจะรีบทำการขนน้ำตาลที่ทะลักเข้าสู่กระแสเลือดไปเก็บไว้ในเซลล์ก่อนที่จะแปลงสภาพเก็บในรูปของไขมัน แต่หากน้ำตาลภายในเซลล์มีพอเพียงอยู่แล้ว อินซูลินก็ต้องหาทางรีบขับหรือกำจัดออกจากร่างกายต่อไป น้ำตาลที่เป็นส่วนเกินในกระแสเลือดจะเข้าไปจับตัวกับโปรตีนหลายๆชนิดในเลือด กลายสภาพเป็นตัวทำร้ายผนังหลอดเลือดให้อักเสบ การทานน้ำตาลมากวันละหลายๆมื้อจึงเสมือนกับการเอาแปรงไปขัดถูผนังหลอดเลือดจนถลอกครั้งแล้วครั้งเล่า จนอักเสบเรื้อรังวันแล้ววันเล่า ผมอยากจะย้ำๆกับท่านว่าผมซึ่งผ่าตัดหัวใจมากว่า 5000 คน ผ่าตัดเส้นเลือดมาหลายหมื่นเส้น ภาพการอักเสบเรื้อรังในหลอดเลือดมันติดตาผมว่าไม่ได้แตกต่างจากภาพที่ท่านเห็นหลังจากเอาแปรงขนแข็งขัดถูผิวหนังนุ่มบอบางจนช้ำ จนเลือดไหลซิบๆ จนบวมปูด เลือดไหลแต่อย่างใด ต่างกันเพียงว่าน้ำตาลที่ทานเข้าไปวันละหลายๆมื้อ หลายๆปีนี่แหละเสมือนกับแปรงที่ค่อยๆขัดถูผนังหลอดเลือดจนถลอกปอกเปิก อักเสบเรื้อรัง

8. นอกจากน้ำตาลแล้วกลับมาพูดถึงน้ำมันพืชผ่านกรรมวิธีเช่นน้ำมันถั่วเหลือง น้ำมันข้าวโพด น้ำมันดอกทานตะวัน ฯลฯ โดยธรรมชาติผนังหุ้มเซลล์ต่างๆของร่างกายนั้นมีส่วนประกอบหลักทำด้วยไขมันหลกหลายชนิดผสมผสานกันเพื่อให้คงความนุ่ม ยืดหยุ่น แต่คงรูป เกลือแร่สารอาหารซึมผ่านเข้าไปในเซลล์ได้เหมาะสม ขยะของเสียซึมผ่านออกจากเซลล์ได้อย่างมีประสิทธิภาพ มีสัดส่วนระหว่างไขมันโอเมก้า-6 และไขมันโอเมก้า-3 ที่ดีคือ ไม่เกิน 3: 1 แต่ผลจาการที่วงการแพทย์หลงผิดและเผยแพร่ความเชื่อว่าสาเหตูการเกิดโรคหัวใจและหลอดเลือดนั้นเกิดจาก คลอเลสโตรอลและไขมันอิ่มตัว จนทำให้อุตสาหกรรมอาหารเกาะกระแสโปรโมทน้ำมันพืชว่าเป็นไขมันไม่อิ่มตัว อุดมด้วยไขมันโอเมก้า-6 บางชนิดก็โหนกระแสว่ามีไขมันโอเมก้า-3 อีกต่างหาก เลยกลายเป็นว่าทุกครัวเรือนต่างเลิกทานน้ำมันปรุงอาหารแต่ดั้งเดิมกลับมาฝากสุขภาพกับไขมันไม่อิ่มตัวทั้งหลายโดยเฉพาะน้ำมันพืชผ่านกรรมวิธี ทั้งยังแทรกซึมลงไปในอุตสาหกรรมอาหารและเครื่องดื่มทุกแขนง เราจึงมักพบขนมขบเคี้ยวทั้งหลาย ฟาสต็ฟู๊ดทั้งหลายล้วนกระหน่ำการใช้น้ำมันพืชผ่านกรรมวิธีเป็นส่วนผสมและปรุง เช่นมันฝรั่งทอด กรอบที่ผ่านการทอดและชุ่มด้วยน้ำมันพืช( โดยไม่มีใครเฉียวใจเลยว่าน้ำมันพืชผ่านกรรมวิธีเหล่านี้เปิดฝาขวดทิ้งไว้เป็นปีก็ยังไม่เหม็นหืน ???? ทั้งๆที่โดยหลักการแล้วไขมันไม่อิ่มตัวทั้งโอเมก้า-6 และโอเมก้า-3 นั้นจะถูกออกซิไดส์โดยออกซิเจนในอากาศได้อย่างง่ายดาย แต่ไม่เคยมีใครเฉลียวใจกับคำศัพธ์ที่ว่าผ่านกรรมวิธีเลยว่าผ่านอะไรมาทำไมจึงไม่เหม็นหืน ????
 9. ผลจากการที่วงการแพทย์เดินผิดทาง(ทำนองแม่ปูเดินนำลูกปู) ภาวะโภชนาการของประชากรโลกก็เลยเดินเป๋จนพิกลพิการ ในอเมริกาพบว่าอาหารการกินของประชากรขาดความสมดุลอย่างรุนแรง สัดส่วนระหว่างไขมันโอเมก้า-6 และไขมันโอเมก้า-3 กลายเป็น 15:1 จนถึงระดับวิกฤติ คือ 30:1 ผลก็คือผนังหุ้มเซลล์เสียหายอย่างรุนแรงและปลดปล่อยสารเคมีที่เรียกว่า cytokines ออกมาทำให้เกิดการอักเสบเรื้อรังและรุนแรง
10. ปํญหายิ่งหนักสาหัสขึ้น เมื่อมีภาวะน้ำหนักเกิน อ้วน ทานไขมันเหล่านี้ปริมาณมากเกินไป ทานน้ำตาลมาก ก็ยิ่งทำให้ปริมาณ cytokines และสารเร่งการอักเสบนานาชนิด หลั่งออกมามากเป็นทวีคูณ ตกเข้าสู่วัฏจักรเลวร้ายเต็มขั้นจนกลายไปเป็นโรคเบาหวาน ความดันสูง โรคหัวใจ หลอดเลือดตีบตัน เส้นเลือดเลี้ยงสมองตีบตัน อัมพฤกษ์ อัลไซเมอร์ ฯลฯ ผมขอย้ำว่าร่างกายมนุษย์ไม่ได้ถูกสร้างมาให้ทนทานต่อปริมาณน้ำตาลท่วมเลือด หรือ ไขมันโอเมก้า-6 ปริมาณสูงๆจากน้ำมันพืชผ่านกรรมวิธีที่มนษย์ประดิ่ษฐ์ขึ้นมา ท่านทราบไหมว่าน้ำมันข้าวโพด1 ช้อนโต๊ะมีไขมันโอเมก้า-6สูงถึง 7,280 mg น้ำมันถั่วเหลือง1 ช้อนโต๊ะมีไขมันโอเมก้า-6สูงถึง 6,940 mg ตรงกันข้ามกับไขมันในเนื้อสัตว์ธรรมชาติซึ่งมีไขมันโอเมก้า-6ไม่เกิน20%

 11. ยังคงเหลือทางรอดสำหรับประชากรโลกก็คือกลับไปสู่เมนูอาหารที่ปรุงสด ผ่านกรรมวิธีผ่านการแปรรูป ให้น้อยที่สุดเท่าที่จะทำได้ ตัดน้ำตาลและความหวานทั้งหลาย ตัดน้ำมันพืชผ่านกรรมวิธี( ผ่านกรรมวิธีอะไรเป็นปีๆจึงไม่เหม็นหืน???) ออกไปเสียจากวงจรอาหารในชีวิตประจำวัน
12. นับจากนี้ไป คำว่าคาร์โบไฮเดรตนั้นหมายถึงให้ทานแต่คาร์โบไฮเดรตเชิงซ้อนที่เมื่อย่อยในร่างกายแล้วค่อยๆกลายเป็นน้ำตาลอย่างช้าๆ ไม่ท่วมเลือดทันที เช่นถั่ว ธัญพืช ข้าวกล้อง ผัก ผลไม้ ไม่ใช่แป้งขัดขาว ไม่ใช่น้ำตาลทราย ทานโปรตีนเพื่อเสริมสร้างกล้ามเนื้อ หากต้องการใช้น้ำมันปรุงอาหารให้คิดถึงน้ำมันมะกอก

13. ถ่ายถอน โล๊ะทิ้งสารพัดข้อมูลซึ่งท่วมทับเราที่ผ่านๆว่า ไขมันอิ่มตัวทำให้เป็นโรคหัวใจ” “ ไขมันอิ่มตัวทำให้ระดับคลอเลสโตรอลในเลือดสูงขึ้นเหล่านี้เป็นเรื่องไม่สมเหตุสมผลอีกต่อไปแล้ว ถึงเวลาที่วงการแพทย์ต้องออกมาแสดงความรับผิด ในความผิดพลาดเหล่านี้ จนทำให้ไขมันอิ่มตัวกลายเป็นผู้ร้ายแต่ทำให้ไขมันโอเมก้า-6กลายเป็นพระเอก จนทำให้โรดร้ายแรงทั้งหลายแพร่ระบาดไปทั้งโลกทั่งๆที่ไม่ใช่โรคติดต่อ !!!!

 เขียนโดย นายแพทย์ Dr. Dwight Lundell   แปลเรียบเรียงโดย Wellness 2012