เรื่องราวที่สำคัญระดับโลกและควรแชร์มากที่สุดในโลก!!!
================================
เรื่องราวต่อไปนี้นับได้ว่าเป็นความสำคัญระดับโลก
ซึ่งผมWellness 2012ได้พยายามเผยแพร่แนวคิดและความรู้ด้านนี้มาตั้งแต่
20 สิงหาคม 2012เป็นต้นมา
แนวคิดและความรู้ด้านนี้เป็นการพลิกโต๊ะ…..ล้มกระดาน….ล้มคว่ำอวิชชา ..ความหลงเชื่ออย่างผิดๆตลอดมากว่า60ปี
แน่นอนว่าต้องฝืนกระแส
ฝ่าแรงเสียดทานอีกมากกว่าที่คนจะเปิดสมองเปิดใจรับอย่างดุษฎี
แน่นอนว่าคุณมีสิทธิ์จะเชื่อหรือไม่เชื่อ….แต่ก็ต้องยอมรับด้วยว่าหากคุณไม่เชื่อ….คุณต้องกล้าเผชิญความเสี่ยงโดยเอาชีวิตและสุขภาพของคุณเองเป็นเดิมพัน….ถูกคืออะไร ผิดคืออะไร ไม่มีใครสามารถเป็นตัวประกันแทนตัวคุณเองได้
และในวันนี้ก็จะมีหมอผู้มีประสบการณ์ตรงออกมาเป็นพยานและแนวร่วมอีกท่านหนึ่งนอกเหนือจาก
นายแพทย์ Stephen Sinatra ,
Julian Whitaker , Mark Hyman , Mehmet Oz ฯลฯ
ที่ได้เป็นเถวหน้าออกมาช่วยกันเผยแพร่ความเป็นจริงที่สั่นสะเทือนวงการแพทย์กระแสหลักMain
stream Medicine จนล้มคว่ำความหลงผิด
หลงเชื่ออย่างผิดๆตลอดมากว่า60ปี
นายแพทย์ Dr. Dwight Lundell อดีตเป็นหัวหน้าทีมแพทย์ผ่าตัดที่
Banner Heart Hospital , Mesa , AZ.สหรัฐอเมริกา
เป็นศัลยแพทย์ผู้เชี่ยวชาญการผ่าตัดหัวใจและหลอดเลือด มากว่า25ปี
เคยผ่าตัดหัวใจมามากกว่า 5,000ราย ผ่าตัดหลอดเลือดเลี่ยงหัวใจมาหลายหมื่นเส้น
ประสบการณ์ขนาดนี้เราคงไม่ปฏิเสธว่าท่านมีประสบการณ์ตรงไม่ใช่นักวิจัย
นักวิชาการในหอคอยงาช้างเป็นแน่
“
แต่ในวันนี้ผม (Dr. Dwight Lundell)ขอแสดงความเสียใจเป็นอย่างยิ่ง
และขออภัยอย่างที่สุดเพื่อออกมาสารภาพผิดกับท่านทั้งหลายว่า
ความเชื่อของผมและเหล่าบรรดาแพทย์ร่วมทีมของผมเกี่ยวกับสาเหตูตลอดจนการจัดการการรักษาโรคหัวใจที่กระทำตลอดมานั้นไม่ถูกต้อง
วันนี้ผมจำเป็นต้องออกมาแก้ไขสิ่งที่ผิดพลาดให้ถูกต้องเสียที ผมต้องยอมรับว่ากระบวนการเรียนการสอน
งานวิจัย สัมมนาวิชาการ
วิทยานิพนธ์สารพัดที่ผมได้ใช้เป็นแนวทางการวินิจฉัยสาเหตูโรคหัวใจและหลอดเลือด
และการรักษาที่ผ่านๆมานั้นไม่ถูกต้อง !!!!!”
“
ครับเป็นเวลากว่า60ปีที่วงการแพทย์ต่างหลงเชื่อว่าสาเหตูการเกิดโรคหัวใจและหลอดเลือดนั้นเกิดจาก
คลอเลสโตรอลและไขมันอิ่มตัว
ดังนั้นหมอโรคหัวใจอย่างพวกผมจึงเพ่งเล็งการรักษาไปที่การทานยาลดคลอเลสโตรอลร่วมกับลดหรืองดการบริโภคไขมันอิ่มตัว
แต่จากหลักฐานที่ปรากฏชัดมากขึ้นไมกี่ปีที่ผ่านมาได้พิสูจน์แล้วว่าความเชื่อข้างต้นไม่เป็นวิทยาศาสตร์
ไม่เป็นความจริง และไม่ควรเชื่ออีกต่อไป “
“ชัดเจนมากว่าการอักเสบภายในผนังหลอดเลือดต่างหากที่เป็นตัวการที่แท้จริงทำให้หลอดเลือดตีบตัน
โรคหัวใจ โรคร้ายแรงเรื้อรังอีกสารพัด”
เอาล่ะตอนนี้ผมจะขมวดสาระสำคัญที่นายแพทย์
Dr. Dwight Lundellได้เรียบเรียงไว้ให้เข้าใจ จดจำเป็นกรอบความคิด
เพื่อจะได้เผยแพร่ต่อๆกันไปได้ง่ายขึ้น
1. จากการที่วงการแพทย์มีความเชื่ออย่างผิดๆดังกล่าว
มีผลให้วงการโภชนาการตลอดระยะ60ปีที่ผ่านมาเดินผิดทางไปหมด
อุตสาหกรรมอาหารและโภชนาการที่เดินผิดทางได้สร้างประชากรโลกที่เต็มไปด้วยโรคอ้วน
เบาหวาน และโรคเซลล์เสื่อมอีกสารพัดโรค
สร้างความสูญเสียชีวิตและทรัพย์สินเศรษฐกิจอย่างไม่สามารถประเมินได้ทีเดียว
นับเป็นเรื่องน่าเศร้าของมนุษยชาติ
2. ทั้งๆที่มีประชากร(โดยเฉพาะในสหรัฐอเมริกา)ประมาณ
25%ที่ทานยาลดไขมันกลุ่ม statin ราคาแพงๆ
และมีสารพัดอาหารLow fat , Fat free มีการลดการบริโภคไขมันอิ่มตัวกันอย่างมากมาย
แต่ผลลัพธ์กลับเป็นว่า
มีประชากรเสียชีวิตอันเนื่องจากโรคหัวใจภายในรอบเวลา60ปีนี้มากที่สุดในประวัติศาสตร์
ข้อมูลของสมาคมโรคหัวใจแห่งอเมริการายงานว่า มีผู้ป่วยโรคหัวใจกว่า 75 ล้านคน
มีผู้ป่วยเบาหวานกว่า20 ล้านคน มีผู้ป่วยใกล้จะเป็นเบาหวาน (pre-diabetes)กว่า57 ล้านคน ในขณะที่มีแนวโน้มมากขึ้นเรื่อยๆว่า
อายุเฉลี่ยของผู้ที่เริ่มป่วยด้วยโรคเหล่านี้ล้วนมีอายูน้อยลงๆ(เป็นโรคกันตั้งแต่เด็ก
) มีคำถามตัวโตๆว่าทำไม??
3. คำตอบที่ง่ายๆสั้นๆที่สุดก็คือ หากไม่มีการอักเสบในร่างกาย
ก็ไม่มีทางที่คลอเลสโตรอลจะจับเป็นตะกรันอุดตันในหลอดเลือดได้
หากไม่มีการอักเสบคลอเลสโตรอลก็จะไหลลื่นไปตามหลอดเลือดได้อย่างเสรี การอักเสบนี่แหละที่ทำให้คลอเลสโตรอลต้องกลายพันธุ์เป็นตะกรันจับยึดติดภายในหลอดเลือด
!!!
4.
การอักเสบไม่ใช่เรื่องซับซ้อนอะไร
มันคือขบวนการปกติของร่างกายเพื่อต่อสู้รับมือกับสิ่งแปลกปลอมที่รุกรานเข้ามาในร่างกาย
เช่นเชื้อโรค ไวรัส พิษต่างๆ แต่เมื่อใดก็ตามขบวนการอักเสบควบคุมผู้รุกรานไม่ได้โดยเฉพาะอย่างยิ่ง
ผู้รุกรานที่เกิดจากพิษ ร้ายในอาหารการกินที่เซลล์ของร่างกายไม่คุ้นเคย
กำจัดไม่ได้ จนกลายเป็นการอักเสบเรื้อรัง(ซ้ำแล้วซ้ำเล่า)
การอักเสบเรื้อรังนี่แหละคืออันตรายอย่างแท้จริง
5. พิษร้ายในอาหารการกินที่ก่อให้เกิดการอักเสบเรื้อรังมากที่สุดก็คือ
ไขมันไม่อิ่มตัวเชิงซ้อน(polyunsaturated fats)ทีอยู่ในน้ำมันพืชผ่านกรรมวิธีเช่นน้ำมันถั่วเหลือง น้ำมันข้าวโพด
น้ำมันดอกทานตะวัน ฯลฯ
และน้ำตาลสูงๆในแป้งขัดขาวและอาหารคาร์โบไฮเดรตทั้งหลายนั่นเอง
ต้องยอมรับว่าอุตสาหกรรมอาหารเครื่องดื่ม ขนม ได้นำน้ำมันพืชและน้ำตาลไปปรุง
เจือปน เป็นส่วนประกอบกันอย่างมโหฬาร ตลอดเวลา60ปีที่ผ่านมา
6.
ท่านอาจไม่เคยเห็นสภาพผนังหลอดเลือดที่อักเสบเหมือนที่ผมเห็นและทำการผ่าตัดมาหลายหมื่นเส้นตลอด25ปีที่ผ่านมา
แต่ผมพอจะเทียบเคียงง่ายๆโดยให้ท่านหาแปรงสีฟันขนแข็งๆอันหนึ่งแล้วก็ถูไปมาบนผิวนุ่มๆบริเวณท้องแขน
ถูไปมาจนค่อยๆแดง เลือดซิบๆ นั่นแหละสภาพผนังหลอดเลือดที่อักเสบก็คล้ายกันคือ ช้ำๆ
เลือดซิบๆ นานๆเข้า หากยังคงอัเสบต่อเนื่องเลือดก็จะมาคั่งมากขึ้นจนบวม
จนเลือดอาจทะลักมาตามแผลที่แตก
7. ผนังหลอดเลือดที่อักเสบนั้นไม่ได้ถูกแปรงใดๆไปขัดถู
แต่เนื่องจากร่างกายเรามีระบบควบคุมระดับน้ำตาลให้อยู่ภายในระดับที่คงที่
ไม่เกินโควตา(
ในเลือดของคนปกติไม่เป็นเบาหวานจะมีน้ำตาลลอยปนในกระแสเลือดไม่เกิน6-7
กรัมแล้วแต่ขนาดตัวและปริมาณเลือดในร่างกาย )
ทันที่ที่เราทานอาหารที่อุดมด้วยน้ำตาลปริมาณที่มากเกินโควต้า
ฮอร์โมนอินซูลินจะรีบทำการขนน้ำตาลที่ทะลักเข้าสู่กระแสเลือดไปเก็บไว้ในเซลล์ก่อนที่จะแปลงสภาพเก็บในรูปของไขมัน
แต่หากน้ำตาลภายในเซลล์มีพอเพียงอยู่แล้ว
อินซูลินก็ต้องหาทางรีบขับหรือกำจัดออกจากร่างกายต่อไป
น้ำตาลที่เป็นส่วนเกินในกระแสเลือดจะเข้าไปจับตัวกับโปรตีนหลายๆชนิดในเลือด
กลายสภาพเป็นตัวทำร้ายผนังหลอดเลือดให้อักเสบ
การทานน้ำตาลมากวันละหลายๆมื้อจึงเสมือนกับการเอาแปรงไปขัดถูผนังหลอดเลือดจนถลอกครั้งแล้วครั้งเล่า
จนอักเสบเรื้อรังวันแล้ววันเล่า ผมอยากจะย้ำๆกับท่านว่าผมซึ่งผ่าตัดหัวใจมากว่า
5000 คน ผ่าตัดเส้นเลือดมาหลายหมื่นเส้น
ภาพการอักเสบเรื้อรังในหลอดเลือดมันติดตาผมว่าไม่ได้แตกต่างจากภาพที่ท่านเห็นหลังจากเอาแปรงขนแข็งขัดถูผิวหนังนุ่มบอบางจนช้ำ
จนเลือดไหลซิบๆ จนบวมปูด เลือดไหลแต่อย่างใด
ต่างกันเพียงว่าน้ำตาลที่ทานเข้าไปวันละหลายๆมื้อ หลายๆปีนี่แหละเสมือนกับแปรงที่ค่อยๆขัดถูผนังหลอดเลือดจนถลอกปอกเปิก
อักเสบเรื้อรัง
8.
นอกจากน้ำตาลแล้วกลับมาพูดถึงน้ำมันพืชผ่านกรรมวิธีเช่นน้ำมันถั่วเหลือง
น้ำมันข้าวโพด น้ำมันดอกทานตะวัน ฯลฯ
โดยธรรมชาติผนังหุ้มเซลล์ต่างๆของร่างกายนั้นมีส่วนประกอบหลักทำด้วยไขมันหลกหลายชนิดผสมผสานกันเพื่อให้คงความนุ่ม
ยืดหยุ่น แต่คงรูป เกลือแร่สารอาหารซึมผ่านเข้าไปในเซลล์ได้เหมาะสม
ขยะของเสียซึมผ่านออกจากเซลล์ได้อย่างมีประสิทธิภาพ
มีสัดส่วนระหว่างไขมันโอเมก้า-6 และไขมันโอเมก้า-3 ที่ดีคือ ไม่เกิน 3: 1
แต่ผลจาการที่วงการแพทย์หลงผิดและเผยแพร่ความเชื่อว่าสาเหตูการเกิดโรคหัวใจและหลอดเลือดนั้นเกิดจาก
คลอเลสโตรอลและไขมันอิ่มตัว
จนทำให้อุตสาหกรรมอาหารเกาะกระแสโปรโมทน้ำมันพืชว่าเป็นไขมันไม่อิ่มตัว
อุดมด้วยไขมันโอเมก้า-6 บางชนิดก็โหนกระแสว่ามีไขมันโอเมก้า-3 อีกต่างหาก
เลยกลายเป็นว่าทุกครัวเรือนต่างเลิกทานน้ำมันปรุงอาหารแต่ดั้งเดิมกลับมาฝากสุขภาพกับไขมันไม่อิ่มตัวทั้งหลายโดยเฉพาะน้ำมันพืชผ่านกรรมวิธี
ทั้งยังแทรกซึมลงไปในอุตสาหกรรมอาหารและเครื่องดื่มทุกแขนง
เราจึงมักพบขนมขบเคี้ยวทั้งหลาย
ฟาสต็ฟู๊ดทั้งหลายล้วนกระหน่ำการใช้น้ำมันพืชผ่านกรรมวิธีเป็นส่วนผสมและปรุง
เช่นมันฝรั่งทอด กรอบที่ผ่านการทอดและชุ่มด้วยน้ำมันพืช(
โดยไม่มีใครเฉียวใจเลยว่าน้ำมันพืชผ่านกรรมวิธีเหล่านี้เปิดฝาขวดทิ้งไว้เป็นปีก็ยังไม่เหม็นหืน
???? ทั้งๆที่โดยหลักการแล้วไขมันไม่อิ่มตัวทั้งโอเมก้า-6
และโอเมก้า-3 นั้นจะถูกออกซิไดส์โดยออกซิเจนในอากาศได้อย่างง่ายดาย
แต่ไม่เคยมีใครเฉลียวใจกับคำศัพธ์ที่ว่า” ผ่านกรรมวิธี”
เลยว่าผ่านอะไรมาทำไมจึงไม่เหม็นหืน ????
9.
ผลจากการที่วงการแพทย์เดินผิดทาง(ทำนองแม่ปูเดินนำลูกปู)
ภาวะโภชนาการของประชากรโลกก็เลยเดินเป๋จนพิกลพิการ ในอเมริกาพบว่าอาหารการกินของประชากรขาดความสมดุลอย่างรุนแรง
สัดส่วนระหว่างไขมันโอเมก้า-6 และไขมันโอเมก้า-3 กลายเป็น 15:1 จนถึงระดับวิกฤติ
คือ 30:1 ผลก็คือผนังหุ้มเซลล์เสียหายอย่างรุนแรงและปลดปล่อยสารเคมีที่เรียกว่า cytokines ออกมาทำให้เกิดการอักเสบเรื้อรังและรุนแรง
10. ปํญหายิ่งหนักสาหัสขึ้น เมื่อมีภาวะน้ำหนักเกิน อ้วน
ทานไขมันเหล่านี้ปริมาณมากเกินไป ทานน้ำตาลมาก ก็ยิ่งทำให้ปริมาณ cytokines และสารเร่งการอักเสบนานาชนิด
หลั่งออกมามากเป็นทวีคูณ ตกเข้าสู่วัฏจักรเลวร้ายเต็มขั้นจนกลายไปเป็นโรคเบาหวาน
ความดันสูง โรคหัวใจ หลอดเลือดตีบตัน เส้นเลือดเลี้ยงสมองตีบตัน อัมพฤกษ์
อัลไซเมอร์ ฯลฯ
ผมขอย้ำว่าร่างกายมนุษย์ไม่ได้ถูกสร้างมาให้ทนทานต่อปริมาณน้ำตาลท่วมเลือด หรือ
ไขมันโอเมก้า-6 ปริมาณสูงๆจากน้ำมันพืชผ่านกรรมวิธีที่มนษย์ประดิ่ษฐ์ขึ้นมา
ท่านทราบไหมว่าน้ำมันข้าวโพด1 ช้อนโต๊ะมีไขมันโอเมก้า-6สูงถึง 7,280 mg น้ำมันถั่วเหลือง1 ช้อนโต๊ะมีไขมันโอเมก้า-6สูงถึง 6,940 mg ตรงกันข้ามกับไขมันในเนื้อสัตว์ธรรมชาติซึ่งมีไขมันโอเมก้า-6ไม่เกิน20%
11.
ยังคงเหลือทางรอดสำหรับประชากรโลกก็คือกลับไปสู่เมนูอาหารที่ปรุงสด
ผ่านกรรมวิธีผ่านการแปรรูป ให้น้อยที่สุดเท่าที่จะทำได้
ตัดน้ำตาลและความหวานทั้งหลาย ตัดน้ำมันพืชผ่านกรรมวิธี(
ผ่านกรรมวิธีอะไรเป็นปีๆจึงไม่เหม็นหืน???) ออกไปเสียจากวงจรอาหารในชีวิตประจำวัน
12. นับจากนี้ไป
คำว่าคาร์โบไฮเดรตนั้นหมายถึงให้ทานแต่คาร์โบไฮเดรตเชิงซ้อนที่เมื่อย่อยในร่างกายแล้วค่อยๆกลายเป็นน้ำตาลอย่างช้าๆ
ไม่ท่วมเลือดทันที เช่นถั่ว ธัญพืช ข้าวกล้อง ผัก ผลไม้ ไม่ใช่แป้งขัดขาว
ไม่ใช่น้ำตาลทราย ทานโปรตีนเพื่อเสริมสร้างกล้ามเนื้อ
หากต้องการใช้น้ำมันปรุงอาหารให้คิดถึงน้ำมันมะกอก
13. ถ่ายถอน โล๊ะทิ้งสารพัดข้อมูลซึ่งท่วมทับเราที่ผ่านๆว่า “ ไขมันอิ่มตัวทำให้เป็นโรคหัวใจ”
“ ไขมันอิ่มตัวทำให้ระดับคลอเลสโตรอลในเลือดสูงขึ้น” เหล่านี้เป็นเรื่องไม่สมเหตุสมผลอีกต่อไปแล้ว
ถึงเวลาที่วงการแพทย์ต้องออกมาแสดงความรับผิด ในความผิดพลาดเหล่านี้
จนทำให้ไขมันอิ่มตัวกลายเป็นผู้ร้ายแต่ทำให้ไขมันโอเมก้า-6กลายเป็นพระเอก
จนทำให้โรดร้ายแรงทั้งหลายแพร่ระบาดไปทั้งโลกทั่งๆที่ไม่ใช่โรคติดต่อ !!!!
เขียนโดย นายแพทย์ Dr. Dwight Lundell แปลเรียบเรียงโดย
Wellness 2012